อรหันต์ชาวนา ตอน 1
ในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางรายการคนค้นฅน ได้ร่วมเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านด้วยการนำเสนอเรื่องราวของชาวนา จ. ยโสธรคนหนึ่งที่น้อมรับกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่ง พาตนเองมาเป็นแนวทางชี้นำชีวิตของเขาและครอบครัวให้สามารถอยู่รอดได้ในระบบ สังคมที่บริโภคทุนนิยมอย่างเช่นทุกวันนี้ หากเอ่ยถึงอาชีพชาวนาแล้วน้อยคนนักที่จะหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นชาวนา ให้ได้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงด้วยซ้ำแทบจะไม่มีใครอยากจะ สืบทอดกรรมพันธุ์ชาวนาจากพ่อแม่ ต่างก็หันหลังให้กับทุ่งนาหันหน้าเข้าสู่สังคมเมืองเพื่อไปขายแรงงานโดยมี เหตุผลซ้ำๆ ที่บ้านไม่มีงานทำ,อยู่ไปลูกเมียก็อดตาย,ไปตายเอาดาบหน้า.... ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ต้องรีบถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจนข้น แค้นและความแห้งแล้งของผืนดินอีสาน พากันหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ 1 ในนั้นก็คือ แหลม พูนศักดิ์ สมบูรณ์ ชายหนุ่มวัย 33 ปี แห่งบ้านโนนยาง อ.กุดชุม จ.ยโสธร ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดแบบนี้ หากว่าวันนั้นเค้าทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบกันของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ได้ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร.... แหลมเกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวนา....ทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อเรียนจบ ป. 6 แหลมก็เดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างในเมืองตามกระแสนิยมของสังคมและความต้อง การของพ่อแม่ที่มีความหวังว่าอนาคตของลูกจะดีขึ้นไม่ต้องมาทำนาให้ลำบาก เหมือนตนเอง ชีวิตในเมืองหลวงนี่เองทำให้เขาเรียนรู้ถึงระบบนายทุนที่เข้ามาครอบงำทุก สิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งจิตใจของผู้คน ทุกอย่างถูกตีมูลค่าเป็นเงินแม้กระทั่งน้ำเปล่าแค่ 1 แก้วคิดจะหาน้ำใจจากผู้คนสังคมเมืองนั้นยากเต็มที่ และความคิดระบบนี้กำลังคืบคลานเกาะกินจิตใจผู้คนในสังคมชนบทอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนผมไม่เคยมีความคิดว่าจะทำนาเหมือนพ่อแม่มาก่อนเลยคิดอยู่อย่าง เดียวว่า การเข้าเมืองไปขายแรงงานทำให้มีเงินแล้วความเป็นอยู่จะดีขึ้นด้วย ในหัวตอนนั้นคิดแต่ว่าจะต้องมีเงิน....ต้องหาเงิน....อยากกินอยากได้อะไรก็ ได้แค่เรามีเงินซะอย่าง หลังจากที่ผมทำงานเป็นลูกน้องเขา เห็นการเอารัดเอาเปรียบกันมาก อย่างอะไหล่ชิ้นละ 5 บาทแต่เฒ่าแก่แกเขียนบิลให้ลูกค้าเป็น 300 บาท ผมก็คิดว่ามันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไปแล้ว หากผมยังทำงานต่อไปก็จะบาปไปเรื่อย ๆ มันไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา เกิดมาในครอบครัวชาวนาถึงยากจนก็ไม่เคยถูกสอนมาให้เป็นคนขี้โกงแบบนี้เลย ตัดสินใจลาออก ตอนนั้นพ่อกับแม่ผิดหวังในตัวผมมาก แหลมตัดสินใจพาเรณุผู้เป็นภรรยา และลูกชายที่อยู่ในวัยเรียนทั้ง 2 คนหันหลังให้กับระบบนายทุนที่มีความสัมพันธ์กันแค่เปลือกนอก หวนกลับสู่วิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ คือ อาชีพชาวนา โดยยึดเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่พอเพียงและทำไร่นาสวนผสมมาเป็นแนวทางให้กับชีวิต โดยไม่สนใจต่อคำสบประมาทของชาวบ้าน ที่มองว่าเค้าเป็นผีบ้า ในตอนนั้นไม่มีคนเห็นด้วยกับผมเลย แม้กระทั่งพ่อแม่ก็คัดค้านเพราะขามองไม่เห็นทางว่ามันจะอยู่รอดได้ ผมก็ได้แต่พยายามที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเชื่อว่า วิถีแบบนี้มันยั่งยืนและเป็นจริงที่สุด.... เพราะกลางคืนเดือนแจ้งผมจะลงไปขุดดินทำหลุมปลูกผัก บางวันก็ทำงานไม่หยุด เพราะต้องการที่จะให้มันเกิดผลเร็ว ๆ ให้พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นสีเขียวให้ได้ แล้วที่สำคัญผมต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านที่เขาปรามาส ไว้ว่า ไม่มีทางเป็นจริงได้....แต่ผมจะทำให้ได้... แหลมเริ่มต้นทำนาแบบเกษตรพอเพียงด้วยที่ดินจำนวน 16 ไร่ โดยแบ่งเป็นโซนทำนา 7 ไร่ ทำสระเลี้ยงกบเลี้ยงปลาและกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีก 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกผักสวนครัวอีก 6 ไร่ โดยจะแบ่งผลผลิตที่ได้มา 3 ส่วน 1. ขาย 2. กินเอง 3. ให้ญาติพี่น้อง โดยแหลมบอกว่า ที่ต้องเก็บไว้ให้พี่น้องก็เพราะเขามีบุญคุณกับเรา เวลาที่เขามาเยี่ยมในช่วงเทศกาลมีผลไม้เสื้อผ้ามาฝากเราทำนามีข้าวก็เอามา ฝากเค้าแลกเปลี่ยนกันมันเป็นวัฒนธรรมมาแต่โบราณที่ไม่ได้ตีค่ามูลค่าสิ่งของ เป็นเงินถ้าเราผลิตแล้วขายหมดพี่น้องก็อาจจะตีมูลค่าของที่นำมาฝาก วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนก็จะหมดสิ้นไปต่อไปพี่น้องอาจจะไม่รู้จักกันก็ได้ ผมจะผูกพี่น้องด้วยวัฒนธรรมแบบนี้ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเงินเป็นตัวนำหน้าจิตใจอย่างเวลาขายกบขายปลาทั้งให้ ทั้งแถมถ้าขาดทุน ผมจะคิดว่าได้ทำบุญไม่ได้เงินก็ไม่เป็นไร ถ้าเอาเปรียบแล้วได้เงินมาก แต่ก็ได้บาปมากไปด้วย ผมก็ไม่เอาแลกเปลี่ยนกันกินจะดีกว่า แหลมทำนาแบบเกษตรผสมโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดมา 6-7 ปีแล้ว และพยายามยึดหลักวิถีชาวนาดั้งเดิม ไว้ให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่ปฏิเสธของสมัยใหม่ไปทั้งหมด วิธีการทำนาแบบผสมเขาบอกว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควาย ชาวนาที่ดูถูกควายผมไม่คิดว่าเค้าเป็นชาวนา ชาวนาจริง ๆ จะคิดว่า ควาย คือเพื่อนที่มีบุญคุณ สำหรับผมกลับยกย่องว่า ควายเป็นครู ผมต่างหากที่คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของควาย ทุกวันนี้แหลมพยายามนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาใช้ร่วมกันในการดำเนินชีวิตและทำนา โดยอาศัยการเกื้อกูลกันของวัฏจักรตามธรรมชาติ และนำความรู้สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตได้มาก เขามองว่าการทำนาปัจจุบันนี้ต้องเอาระบบเก่าและระบบใหม่มาผสมผสานกันชีวิต ของชาวนาจึงจะสามารถอยู่รอดได้และการออกไปเปิดหูเปิดตารับข่าวสารข้างนอกก็ ช่วยให้ประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น การทำนาสมัยนี้ชาวนามักใช้เงินเป็นทุนอย่างเดียว ทุนปัญญา และทุนกำลังคนแทบจะไม่ต้องใช้เลยไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ไม่หลุดพ้นจากวงจรหนี้สักทีหากเรานำทุนทั้ง 2 อย่างนั้นมารวมกัน จะทำให้หลุดพ้นจากระบบหนี้สินนี้ได้ นอกจากนี้แหลมยังมีความคิดต่อยุคสมัยนี้ว่า ยุคนี้มันเป็นยุคของนายทุนฆ่าชาวนา ชาวนาจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลย นอกจากปัญญาและกำลังที่ติดตัวมาเฉย ๆ และด้วยความซื่อจึงไม่รู้ทันระบบนายทุนเราไม่ใช่พ่อค้าคิดไม่ทันเขาหรอก หากจะมาทำเกษตรธรรมชาติแบบผสมนั้นยาก หากยังวิ่งตามนายทุนกันอยู่สุดท้ายก็ต้องตกหลุมพรางที่เขาวางไว้อย่างเช่น มีนโยบายโคล้านตัวก็เลี้ยงกันทั้งหมู่บ้านทั้งประเทศไหลไปตามกระแสทั้งที่ บรรพบุรุษของเราก็เลี้ยงวัวเลี้ยงควายกันมาตั้งแต่ดั้งแต่เดิมเมื่อมีนายทุน เข้ามาต้องเลี้ยงวัวด้วยหัวอาหารแทนหญ้า ส่วนหญ้าก็เป็นหญ้าปลูก ทุกอย่างมันต้องใช้เงินหมด สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร ตราบใดที่ชาวนาอย่างเรา ๆ ยังดูแต่ทีวีมีโฆษณาชวนเชื่อ ดูแต่ละครน้ำเน่า แล้วรับเอามาเป็นแบบอย่าง ดูหรือฟังแบบไหนก็นำมาแสดงแบบนั้น นอกจากจะนำพาตัวเองเข้าสู่เกษตรพอเพียงแล้ว แหลมยังพยายามถ่ายทอดแนวคิดให้กับชาวบ้านและลูกชายทั้ง 2 โดยวิธีการพ่อนำพาลูก เพราะเขามั่นใจว่าเมื่อเด็กเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำก็จะจดจำ พ่อแม่พาเล่นไพ่ลูกก็ต้องเล่นไพ่ พ่อแม่พาดำนาลูกก็ต้องดำนา แม้กระทั่งเรื่องการศึกษาในระบบโรงเรียนเขาก็ยังคิดสวนกระแสพ่อแม่คนอื่นๆ ผมคิดว่าใบปริญญาเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น การปฏิบัติจริงนี่แหละคือ ปริญญาชีวิต วิถีชาวนากินอยู่กันยังไงผมจะพยายามสอนพวกเขาทุกอย่าง ให้เค้าเกี่ยวหญ้าให้ควาย และเก็บเห็ดเช้า ๆ 2 พี่น้องก็ปั่นจักรยานนำเห็ดไปขายก่อนไปโรงเรียนสอนให้เค้าเก็บออมเงินที่หา มาได้ ไม่เคยหวังว่า จะต้องมีเงินเยอะ ๆ บ้านหลังโต ๆ มีรถเก๋งขี่ เพียงมีอยู่มีกินมีอาหารครบถ้วนในแต่ละวัน ลูกเมียอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าไม่แยกย้ายไปขายแรงงานที่ไหน ครอบครัวมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจแค่นี้ผมก็ภูมิใจและพอใจแล้ว ณ วันนี้แหลมเริ่มมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์หันกลับมาทำนาแบบปลอดสารพิษและเกษตรพอ เพียงร่วม ๆ 20 กว่าหลังคาเรือนแล้ว กว่าแหลมจะสามารถทำได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะเขาเรียนรู้มาด้วยชีวิตทั้งสม หวังและผิดหวัง แต่สุดท้ายแล้ว.... อะไรเลือกทำให้แหลมเลือกที่จะหยุดอยู่กับอาชีพนี้ เลือกวิถีชีวิตแบบนี้.... เลือกที่จะเป็นชาวนา แหลมให้นิยามของการเป็นชาวนาแบบพวกเขาว่า อรหันต์ชาวนา คือ ชาวนาที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว ไม่โง่แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบนายทุน หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี และการหลุดพ้นจากความจนจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาเอง ติดตามชีวิตของชาวนาอย่างแหลม ผู้ลุกขึ้นมาปลดแอกวิถีชีวิตชาวนาในปัจจุบัน ออกมาสู่ความเป็นอรหันต์อย่างหาญกล้าและประกาศเลิกทาสให้กับชาวนาอย่าง อหังการคนนี้ได้ในรายการ คนค้นฅน คืนวันอังคารที่ 20 มิถุนายน , 4 กรกฎาคม 2549 เวลา 22.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี
http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_list.asp?search=&id=&cate=1&PageIndex=23
Wednesday, October 7, 2009
อรหันต์ชาวนา ตอน 1
8:52 PM
No comments
Subscribe to:
Post Comments (Atom)






0 comments:
Post a Comment